ประโยชน์ของ Big Data ที่ภาคธุรกิจนำมาใช้งานจริง

ประโยชน์ของ Big Data ที่ภาคธุรกิจนำมาใช้งานจริง ขึ้นชื่อว่า ‘ข้อมูล’ ย่อมต้องมีคุณค่าไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง Big Data กำลังเข้ามามีบทบาทมากมายในธุรกิจ ไม่ว่าจะด้านการวางแผนหลังบ้าน หรือแม้กระทั่งช่องทางการขายหน้าบ้าน จึงเรียกได้ว่า ใครพร้อมก่อน ก็สามารถเป็นผู้เดินเกมได้ก่อนในกลุ่มธุรกิจนั้นๆ

ไม่ว่าธุรกิจเล็กหรือใหญ่ ก็จำเป็นต้องใข้ Big Data โดยทั้งสิ้น หากผู้ประกอบการสามารถเก็บพัฒนาข้อมูล และนำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์เชิงลึกได้อย่างแม่นยำ ก็ช่วยในการตัดสินใจในเรื่องสำคัญได้ และช่วยสร้างความแตกต่างทำให้ธุรกิจกลายเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นออกมาจากคู่แข่งได้อีกด้วย เรามีข้อแนะนำสำหรับธุรกิจเล็กคิดใหญ่ที่ต้องการเริ่ม Big Data ตั้งแต่ตอนนี้

เหล่านี้คือประโยชน์ของ Big Data ล้วนๆที่ภาคธุรกิจนำมาใช้งานจริงกันแล้ว

-ธุรกิจจะเข้าใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น
เพราะเราสามารถทราบถึงลักษณะพฤติกรรมการซื้อสินค้าของลูกค้าทั้งหมดได้ว่ามีการเลือกสินค้าอย่างไร เช่น พิจารณาอย่างไร ตัดสินใจซื้อได้อย่างไร ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าที่มีคืออะไร ลูกค้าซื้อสินค้าไหนทดแทนสินค้าของเรา และแนวโน้มที่ทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าใกล้เคียง ทำให้เราสามารถวิเคราะห์ภาพรวมของตลาดได้ดีขึ้นอีกด้วย

-ธุรกิจสามารถคาดเดาแนวโน้มของกระแสที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้
คุณควรเปิดใจให้กว้างและยอมรับว่าอะไรๆ ก็เป็นข้อมูลทั้งนั้น แล้วเราจะรู้กระแสได้อย่างไร ก็ได้จากข้อมูลที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลาจากโซเชียลมีเดีย ทั้งที่นิยมอยู่ และที่กำลังจะเป็นที่นิยม หากเราสามารถนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที จะทำให้เรากลายเป็นผู้นำเทรนด์ไปแบบติดลมบนเลยทีเดียว

-ธุรกิจสามารถคาดการณ์ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้
ไม่ใช่แค่การเป็นผู้นำหรือผู้ตามกระแส แต่ Big Data สามารถช่วยให้องค์กรรับมือกับปัญหาในอนาคตได้ ตรงนี้หากวิเคราะห์ได้ถูกต้องสามารถพาธุรกิจไปสู่การปรับตัวที่จะเพิ่มศักยภาพในการดำเนินงานได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับนโยบาย วิธีการบริหารจัดการ รวมไปถึงการวางยุทธศาสตร์ขององค์กรให้กลายเป็นองค์กรที่พร้อมเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา พร้อมก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ

-ธุรกิจสามารถพัฒนาผลิตผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยผลการวิเคราะห์ที่ได้จาก Big Data เข้ามาช่วยเพิ่มการตัดสินใจ ทั้งในเรื่องทางเลือกในการประหยัดต้นทุน ช่องทางการเพิ่ม Productivity ผ่านการปรับปรุงระบบการผลิตและระบบงานภายในองค์กรให้มีความสามารถเก็บข้อมูลต่างๆ มาวิเคราะห์ ทั้งแบบออฟไลน์และแบบดิจิทัล เช่น การสังเกตุกระบวนการผลิตและให้มีการติดตั้งเซ็นเซอร์ในสายการผลิตเพื่อจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่และนำมาวิเคราะห์ จะทำให้ผู้ผลิตทราบและคาดการณ์ถึงจุดที่จะเป็นปัญหาและต้องการการแก้ไขหรือปรับปรุงอย่างเร่งด่วน ทำให้สามารถเข้าไปจัดการได้ทันท่วงที ซึ่งจะช่วยลดการสูญเสียและเพิ่มประสิทธิภาพภาพในสายพานการผลิต

RELATED POST

สื่อดังเผยกลุ่มทุนซาอุฯ ยังไม่หนำใจ จ้องฮุบอินเตอร์ มิลานเพิ่มอีกทีม

กลุ่มทุนเงินหนาจากซาอุฯ ยังไม่หนำใจ แม้จะเพิ่งเซ็นเช็คก้อนโตฮุบทีมดังในอังกฤษไปแล้วก็ตาม ล่าสุดมีรายงานว่าอาจเดินหน้าซื้อทีมงูใหญ่มาอยู่ในเครือด้วยเช่นกัน ก่อนหน้านี้กลุ่มทุน Public Investment Fund (PIF) ซึ่งมี มูฮัมหมัด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียเป็นประธาน ที่ร่วมวงกับ PCP Capital Partners และ RB…

มันเกิดขึ้นแล้ว “กลุ่มทุนซาอุฯ” เทคโอเวอร์ “นิวคาสเซิล” เรียบร้อย

พรีเมียร์ลีก ประกาศยืนยันว่า กลุ่มทุนจากซาอุดีอาระเบีย เข้ามาเทคโอเวอร์ทีม “สาลิกาดง” นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด สโมสรในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว ด้วยเงิน 305 ล้านปอนด์ ก่อนหน้านี้ดีลนี้เคยเกือบเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อเดือนเมษายนปี 2020 แต่สุดท้ายต้องล่มลงไปหลังติดปัญหาเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์เรื่องการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อย่างไรก็ตามการเจรจามีความคืบหน้าในช่วงตลอดสัปดาห์นี้ ก่อนที่ล่าสุดจะมีการยืนยันอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการเทคโอเวอร์สโมสรนิวคาสเซิล "พรีเมียร์ลีก, สโมสรนิวคาสเซิล…

“แข้งไบรจ์ตัน” วัย 20 ถูกตำรวจจับ ข้อหาล่วงละเมิดทางเพศสาวที่ไนต์คลับ

สื่อดังเมืองผู้ดีหลายสำนัก เช่น บีบีซี สปอร์ต, เดลี เมล์ รายงานตรงกันว่า นักฟุตบอลรายหนึ่งอายุประมาณ 20 ปี จากสโมสรไบรจ์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบียน ถูกตำรวจจับกุมในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศหญิงสาวที่ไนต์คลับริมทะเลแห่งหนึ่งเมื่อช่วงเช้ามืดของวันพุธที่ 6 ตุลาคม พร้อมกับชายวัยประมาณ 40 ปีอีกราย…

ตระกูลเกลเซอร์” ขายหุ้นแมนยูฯ อีก 9.5 ล้านหุ้น ทำกำไรอื้อ แต่เงินไม่เข้าสโมสร

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้แจ้งกับตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก เรื่องการขายหุ้นของสโมสรจำนวน 9,500,000 หุ้น คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 137.12 ล้านปอนด์ (6,307.52 ล้านบาท) เมื่อช่วงเย็นวันอังคารที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา ในนามของ เควิน เกลเซอร์ และ เอ็ดเวิร์ด เกลเซอร์…