โฆษณา การตลาดออนไลน์ ให้คุ้มค่า ต้องรู้คู่แข่ง รู้เทรนด์ รู้จังหวะ และเวลา

โฆษณา การตลาดออนไลน์ ให้คุ้มค่า ต้องรู้คู่แข่ง รู้เทรนด์ รู้จังหวะ และเวลา ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ต้องยอมรับว่าการโฆษณาเป็นการตลาดที่สำคัญ และมีบทบาทสูงในการเลือกซื้อสินค้าของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย แตกต่างกันก็ที่รูปแบบของสื่อเสียมากกว่า ในอดีตวงการโฆษณาถูกผูกติดกับสื่อโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ รวมทั้งป้ายประกาศตามท้องถนนประปราย แต่ปัจจุบันพื้นที่ของสื่อโฆษณาถูกเปลี่ยนไปให้อยู่กลางอากาศ เรากำลังพูดถึงอินเตอร์เน็ตและสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จึงทำให้การวางโฆษณาตามสื่อสิ่งพิมพ์และคัทเอาท์บนท้องถนนจัดเป็น old fashion ไปโดยปริยาย

การตลาดออนไลน์การตลาดออนไลน์ กับการลงโฆษณาในสื่อโซเชียลมีเดีย
ถือว่าต้นทุนต่ำ เมื่อเทียบกับการลงโฆษณาในสมัยก่อน แต่หลาย ๆ คนกลับกล่าวว่าความคุ้มทุนกลับต่ำลง นั่นเป็นเพราะไม่ได้วิเคราะห์การตลาดให้ดีเสียก่อนว่าจะลงโฆษณาอย่างไรให้คุ้มค่า ซึ่งแท้จริงแล้วหลักการมีไม่มาก เพียงแค่ต้องรู้คู่แข่ง รู้เทรนด์ รู้จังหวะ และเวลา

คำว่า รู้คู่แข่ง ชัดเจนตรงตัวอยู่แล้ว หลายแบรนด์อาจเข้าใจว่าการทำตลาดจะต้อง ‘เลือก’ เกรดให้กับสินค้าของตัวเอง แต่แท้จริงแล้วคู่แข่งในตลาดและเทคนิคการโปรโมทสินค้าต่างหาก จะเป็นตัวกำหนดเกรดแบรนด์ของเรา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสินค้าของเราจะต้องดีกว่าแบรนด์คู่แข่งทุกอย่าง เพียงแค่ผู้วิเคราะห์ตลาดรู้จักแบรนด์ของคู่แข่งเป็นอย่างดี ต้องรู้ลึกถึงข้อดีและข้อเสียของสินค้า รู้ว่าสินค้าของเราแตกต่างจากคู่แข่งอย่างไร อะไรคือสิ่งที่เหนือกว่า ต่อมาความสำคัญก็คือ การโฆษณาให้ถูกทางจะต้องเลือกดึงข้อดีหรือสิ่งที่สินค้าของเราเหนือกว่าแบรนด์คู่แข่งออกมาให้จงได้ และใช้สิ่งนั้นเป็นจุดขาย จึงจะไม่เป็นการแย่งไลน์ผู้บริโภคกันอย่างที่แบรนด์คู่แข่งหลาย ๆ แบรนด์กำลังประสบปัญหา

ผู้ประกอบการจะต้องระวังจุดนี้ค่อนข้างมาก การโปรโมทจุดเดียวกันกับคู่แข่งมักสร้างปัญหา และทำให้เกิดการเปรียบเทียบจากผู้บริโภคว่าสิ่งที่ทั้งสองแบรนด์นี้ ‘เคลม’ ไว้ สินค้าของแบรนด์ใดทำให้สิ่งที่ตัวเองโฆษณาได้ดีกว่ากัน

การรู้เทรนด์เองก็สำคัญไม่แพ้กัน ปัจจุบันนี้สื่อในช่องทางออนไลน์มักเกาะติดไปกับเทรนด์ หรือสิ่งที่คนในสังคมให้ความสนใจในช่วงนั้น ๆ เพื่อเพิ่มปริมาณกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้ามาเห็นโฆษณาของตัวเอง ฉะนั้นผู้ประกอบการหรือฝ่ายการตลาดออนไลน์จะต้องตามเทรนด์ของกลุ่มเป้าหมายให้ทันอยู่เสมอ สิ่งนี้เองทำให้แบรนด์ต้องย้อนกลับมามองสินค้าของตัวเองอีกครั้ง และต้องตั้งคำถามว่า ใครคือกลุ่มเป้าหมายของสินค้าชนิดนี้ เพื่อที่จะกำหนดกลยุทธการโฆษณาให้เหมาะสม

การโฆษณา ปัจจุบันไม่เหมือนกับเมื่อก่อนที่เป็นเพียงการแปะประกาศคล้ายกับ ‘หว่านแห’ ให้ใครก็ตามที่เดินผ่านไปผ่านมาเห็นโฆษณา ปัจจุบันนี้การใช้โฆษณาในสื่อออนไลน์มีสิ่งที่เรียกกันว่า ‘ยิงแอด’ ซึ่งสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจงได้ เลือกเพศ กลุ่มอายุ อาชีพ สถานที่อยู่อาศัย หรือแม้กระทั่งเลือกกลุ่มคนที่กำลังสนใจสินค้าประเภทเดียวกับแบรนด์ของเราก็ยังได้ สิ่งนี้เองที่ทำให้การโฆษณาของแต่ละคนได้ผลไม่เหมือนกัน

กลุ่มเป้าหมายมีผลตั้งแต่การเลือกสื่อที่จะโฆษณา แบรนด์จำเป็นต้องรู้เสียก่อนว่ากลุ่มลูกค้าของตัวเองใช้ชีวิตออนไลน์อยู่ในสื่อใดบ้าง และใช้เวลาอยู่กับสื่อใดมากที่สุด เช่น หากกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์เป็นลูกค้าวัยรุ่น เน้นลูกค้าเพศหญิง กำหนดช่วงอายุ 15-25 ปี แบรนด์จำเป็นต้องรู้ว่าผู้คนในวัยนี้นิยมใช้แอปทวิตเตอร์มากกว่าเฟสบุ๊ก

การตลาดออนไลน์การยิงแอดควรจะเกิดขึ้นในทวิตเตอร์มากกว่า และต้องรู้ว่ากลุ่มลูกค้าของตัวเองกำลังสนใจประเด็น หรือเรื่องเกี่ยวกับอะไรบ้าง เพื่อเกาะโฆษณาไปกับเทรนด์นั้น หลายครั้งเราจะพบเห็นโฆษณานำข่าว เหตุการณ์ หรือแม้กระทั่งวลีที่กำลังเป็นกระแส มาดัดแปลงหรือล้อเลียนในสื่อโฆษณา ประเด็นเหล่านี้ถ้านำมาใช้ให้ถูกจุดจะมีผลค่อนข้างมาก ตามสื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดียแทบทุกช่องทางจะมีสิ่งที่เรียกว่าการ ‘แชร์’ ซึ่งนั่นจะทำให้โฆษณาไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น โดยที่เจ้าของแบรนด์ไม่ต้องเสียเวลาและเสียทุนในการโปรโมทสินค้าเอง

สิ่งนี้จะนำไปสู่หลักการข้อถัดไป คือ รู้จังหวะ และเวลา ถึงแม้จะเกาะกระแสไปตามเทรนด์ได้ แต่ถ้าเลือกจังหวะและเวลาที่ไม่ถูกต้อง ยอดคนรับชมโฆษณาก็จะน้อยกว่าที่ต้องการ การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายเพื่อนำมาใช้ในการโฆษณาจึงจะต้องวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าร่วมด้วย ยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่า หากกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์เป็นเด็กวัยรุ่นชั้นมัธยม การโปรโมทในตอนกลางวันซึ่งตรงกับเวลาเรียนจะทำให้โฆษณา ‘ไปไม่ถึง’ กลุ่มเป้าหมาย ควรเลือกช่วงเวลาหัวค่ำ 22:00 น. ถึงเที่ยงคืนในการยิงโฆษณาซึ่งเป็นช่วงเวลาที่วัยรุ่นอยู่บนสื่อออนไลน์

การตลาดออนไลน์เมื่อลงโฆษณาไปแล้วการวิเคราะห์ผลลัพธ์เองก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะบอกได้ว่าสิ่งที่เรากำลังทำไปถูกทางหรือไม่ การใช้ Social Listening Tools หรือการฟังเสียงตอบรับจากกลุ่มเป้าหมายผ่านช่องทางออนไลน์ จึงเข้ามามีบทบาทมากในการลงโฆษณา เครื่องมือเหล่านี้ก็เช่น SocialEnable ซึ่ง Social Listening Tools หลักการทำงานของเครื่องมือเหล่านี้จะเน้นไปที่ ‘คีย์เวิร์ด’ เป็นสำคัญ ใช้โปรแกรมดักจับคีย์เวิร์ดเพื่อดูว่ากลุ่มเป้าหมายพูดถึงสินค้าของเราว่าไปในทิศทางใดบ้าง คล้าย ๆ กับการเก็บ feedback จากลูกค้านั่นเอง นอกจากนี้การเซ็ตคีย์เวิร์ดยังสามารถดึงข้อมูลออกมาได้ว่ามีการรีวิวสินค้าของคู่แข่งอย่างไรบ้าง มีข้อดีอะไรที่สินค้าของเราเหนือกว่า ซึ่งควรหยิบยกมาโปรโมท และมีข้อด้อยอะไรที่สามารถนำมาแก้ไขปรับปรุงได้บ้าง

การตลาดในยุคใหม่ จึงจะต้องรู้เทคนิคในการลงโฆษณา เพื่อความคุ้มค่า และต้องรู้คู่แข่ง รู้เทรนด์ รู้จังหวะ ที่สำคัญต้องรู้จักใช้เครื่องมือ Social Listening Tools ให้เป็นประโยชน์

RELATED POST

สื่อดังเผยกลุ่มทุนซาอุฯ ยังไม่หนำใจ จ้องฮุบอินเตอร์ มิลานเพิ่มอีกทีม

กลุ่มทุนเงินหนาจากซาอุฯ ยังไม่หนำใจ แม้จะเพิ่งเซ็นเช็คก้อนโตฮุบทีมดังในอังกฤษไปแล้วก็ตาม ล่าสุดมีรายงานว่าอาจเดินหน้าซื้อทีมงูใหญ่มาอยู่ในเครือด้วยเช่นกัน ก่อนหน้านี้กลุ่มทุน Public Investment Fund (PIF) ซึ่งมี มูฮัมหมัด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียเป็นประธาน ที่ร่วมวงกับ PCP Capital Partners และ RB…

มันเกิดขึ้นแล้ว “กลุ่มทุนซาอุฯ” เทคโอเวอร์ “นิวคาสเซิล” เรียบร้อย

พรีเมียร์ลีก ประกาศยืนยันว่า กลุ่มทุนจากซาอุดีอาระเบีย เข้ามาเทคโอเวอร์ทีม “สาลิกาดง” นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด สโมสรในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว ด้วยเงิน 305 ล้านปอนด์ ก่อนหน้านี้ดีลนี้เคยเกือบเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อเดือนเมษายนปี 2020 แต่สุดท้ายต้องล่มลงไปหลังติดปัญหาเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์เรื่องการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อย่างไรก็ตามการเจรจามีความคืบหน้าในช่วงตลอดสัปดาห์นี้ ก่อนที่ล่าสุดจะมีการยืนยันอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการเทคโอเวอร์สโมสรนิวคาสเซิล "พรีเมียร์ลีก, สโมสรนิวคาสเซิล…

“แข้งไบรจ์ตัน” วัย 20 ถูกตำรวจจับ ข้อหาล่วงละเมิดทางเพศสาวที่ไนต์คลับ

สื่อดังเมืองผู้ดีหลายสำนัก เช่น บีบีซี สปอร์ต, เดลี เมล์ รายงานตรงกันว่า นักฟุตบอลรายหนึ่งอายุประมาณ 20 ปี จากสโมสรไบรจ์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบียน ถูกตำรวจจับกุมในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศหญิงสาวที่ไนต์คลับริมทะเลแห่งหนึ่งเมื่อช่วงเช้ามืดของวันพุธที่ 6 ตุลาคม พร้อมกับชายวัยประมาณ 40 ปีอีกราย…

ตระกูลเกลเซอร์” ขายหุ้นแมนยูฯ อีก 9.5 ล้านหุ้น ทำกำไรอื้อ แต่เงินไม่เข้าสโมสร

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้แจ้งกับตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก เรื่องการขายหุ้นของสโมสรจำนวน 9,500,000 หุ้น คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 137.12 ล้านปอนด์ (6,307.52 ล้านบาท) เมื่อช่วงเย็นวันอังคารที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา ในนามของ เควิน เกลเซอร์ และ เอ็ดเวิร์ด เกลเซอร์…